บทความทั้งหมด
FMCG / Facebook Groupอ่าน 8 นาที

Case Study: น้ำตาลไซรัป รู้ไหมทำไมพ่อค้าแม่ค้าถึงเลือกซื้อไซรัปยี่ห้อนี้ ทั้ง ๆ ที่มีขายหลายยี่ห้อ?

โดย Anantachai Ittiworapong

Case Study: น้ำตาลไซรัป รู้ไหมทำไมพ่อค้าแม่ค้าถึงเลือกซื้อไซรัปยี่ห้อนี้ ทั้ง ๆ ที่มีขายหลายยี่ห้อ?

FMCG Brand ผู้ผลิตน้ำตาล ความหวาน หรือไซรัปน้ำเชื่อม เมื่อสินค้าลงไปสู่ท้องตลาด ลูกค้ากลุ่ม B2B อย่างพ่อค้าแม่ค้าจะเลือกสินค้าไปทำเมนูอาหารและเครื่องดื่มส่งต่อไปยังลูกค้ารายย่อย แล้วอะไรคือปัจจัยของการเลือกซื้อว่าทำไมต้องเลือก Brand นี้ หรือต้องทำเมนูนี้ เราคัดบทสนทนาจาก 2 Facebook Group ยอดนิยมมาวิเคราะห์ให้ดูกัน

ภาพตัวอย่างการวิเคราะห์บทสนทนาเรื่องน้ำตาลไซรัปจาก Facebook Group

Facebook Groups ที่มี Fan Page มากกว่า 4 แสน เราต้องการหาอะไร

  • Market Brand Landscape: ภาพรวมส่วนแบ่งทางการตลาดของ Brand ผู้ผลิตน้ำตาล
  • ทำไมร้านค้าถึงเลือก Brand: ทำไมร้านค้าจึงตัดสินใจเลือกสินค้าของ Brand ผู้ผลิตน้ำตาล
  • Why x Brand: แต่ละ Brand ถูกเลือกด้วยเหตุผลอะไร
  • Product x Brand: สินค้ากลุ่มไซรัปถูกนำไปทำสินค้าอะไรขายในท้องตลาด
  • Brand Role Map: Product ในท้องตลาด x สินค้าของ Brand ผู้ผลิตน้ำตาล

6 Data-Insight ที่วิเคราะห์ออกมาแล้วสรุปให้เลยละกัน

สำหรับ Dashboard ใครสนใจนัด Demo ขอดูได้ในรายละเอียดด้านล่าง แต่ Data Insight เราสรุปมาให้ฟังประมาณนี้

1. “ติ่งฟง” ไม่ได้เป็นแค่เบอร์ 1 แต่เป็นค่าเริ่มต้นของตลาด (Share of Voice & Brand Default)

พอเอาการถูกพูดถึง (Mentions) ของแต่ละแบรนด์มาเรียง ภาพที่ออกมาไม่ใช่ตลาดที่แข่งกันสูสีครับ แต่เป็นตลาดที่มีเจ้าเดียวยืนอยู่คนละชั้นกับที่เหลือเลย

แบรนด์Mentionsสัดส่วน (Share of Voice)
ติ่งฟง (Ding Fong)19970.3%
ลองบีช (Long Beach)5218.4%
เฟรชชี่ (Freshy)207.1%
เซนญอริต้า (Senorita)51.8%
เฮลซ์บลูบอย (Hale’s Blue Boy)51.8%
โมนิน (Monin)20.7%

ติ่งฟงถูกพูดถึง “199 ครั้ง” ขณะที่อันดับ 2 อย่างลองบีชอยู่ที่ “52 ครั้ง” ห่างกันเกือบ 4 เท่า และถ้ารวมการพูดถึงทั้งตลาดที่ 283 ครั้ง ติ่งฟงกินไปคนเดียว “70%”

ติ่งฟงอยู่ในสถานะ “Brand Default” คือเวลาในกลุ่มมีคนโพสต์เมนูใหม่ ๆ หรือถามสูตร บทสนทนามักจะเริ่มต้นจากสินค้าตัวนี้เป็นหลักครับ แบรนด์อื่นไม่ได้ถูกพูดถึงในฐานะ “ตัวเลือกคู่ขนาน” แต่ถูกพูดถึงในฐานะ “ตัวเทียบกับติ่งฟง” ซึ่งเป็นคนละสถานะกันมาก ในเชิง Social Listening การเป็นค่าเริ่มต้นแบบนี้แปลว่าแบรนด์ได้เปรียบตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่ง เพราะทุกบทสนทนาถูกวางกรอบด้วยมาตรฐานของแบรนด์นั้นไปแล้ว

2. “รสชาติและกลิ่น” คือเหตุผลอันดับ 1 ที่ปิดการขาย (Taste & Aroma)

เหตุผลเบื้องหลังบทสนทนาทั้งหมดออกมาเป็น Decision Drivers แล้วเรียงตามปริมาณการพูดถึง ลำดับมันออกมาแบบนี้ครับ

ลำดับDecision Driverคำในบทสนทนา
1Taste & Aroma (รสชาติ/กลิ่น)หอม หวาน เข้มข้น อร่อย
2Switching / Trial (อยากลอง/เปลี่ยนยี่ห้อ)อยากลอง ใช้แทนกันได้ไหม เมนูใหม่
3Cost per Cup (ต้นทุนต่อแก้ว)ราคา ชงได้กี่แก้ว กำไร
4Purchase Channel (ช่องทางหาซื้อ)ซื้อที่ไหน ส่งไหม แถวนี้มีขายไหม
5Brand Default (แบรนด์ในใจ)ใช้ตัวนี้ประจำ เจ้าเดิม
Complaint / Weaknessแพง หาซื้อยาก กลิ่นแรงไป
Color & Visualสีสวย ถ่ายรูปขึ้น แยกชั้น

Taste & Aroma คือกลุ่มเหตุผลที่มีปริมาณบทสนทนา “สูงที่สุด” ของทั้งชุดข้อมูล ทิ้งห่างเหตุผลอื่นอย่างชัดเจน

สิ่งที่ข้อมูลบอกเรา: คนขายเครื่องดื่มไม่ได้ตัดสินใจด้วยโปรโมชันเป็นอันดับแรกครับ เขาตัดสินใจด้วย “ของที่ชงออกมาแล้วลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ” คำว่า หอม–เข้มข้น–อร่อย จึงเป็นตัวปิดการขายจริง ๆ เพราะมันคือคุณภาพที่ส่งต่อไปถึงหน้าร้านเขาโดยตรง ที่น่าสนใจคือ Color & Visual ซึ่งเป็นเรื่องที่แบรนด์ชอบใช้สื่อสาร กลับอยู่ท้ายสุดของ Volume ครับ ไม่ได้แปลว่าไม่สำคัญ แต่แปลว่ามันเป็นเหตุผลของ “บางเมนู” (สายโซดา/คาเฟ่) ไม่ใช่เหตุผลของ “ตลาดทั้งตลาด”

3. “อยากลอง” กับ “ใช้แทนกันได้ไหม” คือประโยคพร้อมจะย้ายค่าย (Switching / Trial)

เหตุผลอันดับ 2 ของตลาดนี้ไม่ใช่ราคา แต่คือ “การเปิดใจลองของใหม่” ครับ ซึ่งพี่อ้วนมองว่านี่คือตัวเลขที่มีนัยยะที่สุดในข้อมูลทั้งชุด

Switching / Trial มาเป็น “อันดับ 2” ของ Volume ทั้งหมด สูงกว่า Cost per Cup ที่เป็นเรื่องเงินโดยตรงเสียอีก

ประโยคที่โผล่ซ้ำ ๆ ในกลุ่มคือ “อยากลอง” “ใช้แทนกันได้ไหม” “ตัวนี้เทียบกับเจ้าเดิมเป็นยังไง” นี่คือสัญญาณว่าร้านค้าไม่ได้ผูกใจกับแบรนด์เดียวถาวรครับ เขาเปิดรับตลอดเวลา โดยเฉพาะตอนที่กำลังจะออกเมนูใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่กำแพงความคุ้นเคยอ่อนที่สุด ตลาดที่ผู้นำมี Share of Voice ถึง 70% แต่มี Trial เป็นเหตุผลอันดับ 2 แปลว่าตลาดนี้ “ยังไม่ปิด” ครับ ตำแหน่งเบอร์ 1 มั่นคงในเชิงการถูกพูดถึง แต่ไม่ได้ล็อกในเชิงพฤติกรรม

4. “ชงได้กี่แก้ว” สำคัญพอ ๆ กับ “อร่อยไหม” (Cost per Cup)

อันนี้คือความต่างระหว่างการฟังผู้บริโภคกับการฟังผู้ประกอบการครับ ผู้บริโภคถามว่า “อร่อยไหม” แต่เจ้าของร้านถามต่ออีกคำถามหนึ่งเสมอ คือ “ขวดนี้ชงได้กี่แก้ว แล้วเหลือกำไรเท่าไหร่”

Cost per Cup เป็นเหตุผล “อันดับ 3” ของตลาด และเมื่อดูรายแบรนด์ ติ่งฟงถูกพูดถึงในมิติต้นทุนต่อแก้วถึง “34 ครั้ง” ซึ่งเป็นค่าที่สูงที่สุดในมิตินี้ของทั้งตาราง

ติ่งฟงไม่ได้ชนะเพราะรสชาติอย่างเดียวครับ แต่ชนะเพราะตอบโจทย์ “สองขา” พร้อมกัน คือรสชาติที่ลูกค้าคุ้นเคย บวกกับต้นทุนที่คำนวณแล้วทำกำไรต่อได้จริง ในตลาดที่คนซื้อคือคนที่ต้องเอาไปขายต่อ การมีของอร่อยแต่คิดต้นทุนต่อแก้วไม่ออก เท่ากับตกรอบตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นชั้นวางในร้านเขาครับ

5. คู่แข่งที่น่าจับตา ติ่งฟง vs ลองบีช (The Battleground)

พอเอา “เหตุผล” มา Cross กับ “แบรนด์” เป็นตาราง Why x Brand ภาพการแข่งขันจะชัดขึ้นอีกชั้นครับ เพราะมันบอกว่าแต่ละแบรนด์ถูกเลือกด้วยเหตุผลคนละแบบกัน

แบรนด์มิติที่โดดเด่นค่าที่อ่านได้จากตาราง
ติ่งฟง (Ding Fong)Taste & Aroma69
ติ่งฟง (Ding Fong)Cost per Cup34
ลองบีช (Long Beach)Switching / Trial52

ช่องที่เข้มที่สุดในตารางทั้งหมดคือ ติ่งฟง x Taste & Aroma ที่ “69” ส่วนช่องที่เด่นรองลงมาและเป็นของฝั่งคู่แข่งคือ ลองบีช x Switching / Trial ที่ “52”

สองแบรนด์นี้ไม่ได้แข่งกันบนสนามเดียวกันครับ ติ่งฟงถือครองสนาม “ความคุ้นเคย” ส่วนลองบีชถือครองสนาม “ความอยากลอง” และในมิติ Switching / Trial ลองบีชดึงความสนใจได้มากกว่าติ่งฟงด้วยซ้ำ นี่คือสาเหตุที่บทสนทนาเปรียบเทียบระหว่างสองแบรนด์นี้ดุเดือดที่สุดในตลาด ร้านรายย่อยที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ ๆ มักจบลงที่การเทียบคู่นี้ แล้วบทสนทนาแบบนั้นเองที่นำไปสู่การย้ายแบรนด์จริง

6. ตลาดนี้มี 6 แบรนด์ แต่มี 6 “บทบาท” ไม่ใช่ 6 คู่แข่ง (Brand Role Map)

ถ้าอ่านแค่ Share of Voice จะเห็นว่ามี 1 คนชนะ กับอีก 5 คนแพ้ครับ แต่พอดูว่าแต่ละแบรนด์ถูกพูดถึงในบริบทไหน จะเห็นว่ามันคือ 6 ตำแหน่งที่ต่างกัน

บทบาทแบรนด์จุดแข็งที่ถูกพูดถึงพื้นที่ยึดครอง
LEADER (เจ้าตลาด)ติ่งฟงTaste & Aroma + ราคาชาไทย / ชาผลไม้ (แบรนด์ค่าเริ่มต้น)
CHALLENGER (ดาวรุ่ง)ลองบีชSwitching / Trialชาไทย / ชาผลไม้ (เพียวเร่เนื้อเข้มข้น)
NEW ENTRANT (ผู้มาใหม่)เฟรชชี่Taste & Aromaชาไทย / ชาผลไม้ (ยังไม่ครองเหตุผลอื่นชัดเจน)
NICHE (เฉพาะทาง)เซนญอริต้าSwitching / Trialสายกาแฟ / โซดาปั่น / เมนูพร้าว
LEGACY (ดั้งเดิม)เฮลซ์บลูบอยTaste & Aromaโซดาผลไม้ น้ำแดง เมนูคลาสสิก
PREMIUM (พรีเมียม)โมนินTaste & Aromaสายคาเฟ่ ราคาสูง คุณภาพระดับบน

แบรนด์ที่อยู่ Bottom Tier อย่างเซนญอริต้า เฮลซ์บลูบอย และโมนิน มี Mentions ระดับ 2–5 ครั้ง ซึ่งน้อยมากในเชิงปริมาณครับ แต่เมื่อดูบริบทจะพบว่าเขาไม่ได้อยู่ในสมรภูมิเดียวกับติ่งฟงเลย เขาถูกพูดถึงในเมนูคนละกลุ่ม คนละโอกาสใช้งาน การมี Volume น้อยจึงไม่เท่ากับการแพ้เสมอไป มันแปลว่าฐานบทสนทนาแคบแต่เฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการถูกตลาดลืม

สรุปจากบทความต้นฉบับของเรา: OnlineMedia by idea2mobile